หน้าแรก > ข่าวกีฬา > ประวัติโฆเซ่ มูรินโญ่ กับผลงานในฐานะกุนซือ







ประวัติโฆเซ่ มูรินโญ่ กับผลงานในฐานะกุนซือ

ประวัติโฆเซ่ มูรินโญ่
โดยทั่วไปนอกจากการกล่าวถึงนักเตะที่เป็นไอดอลหรือขวัญใจของคอบอลแล้วนั้นในวงการฟุตบอลหรือซ็อคเกอร์ต่างก็ไม่พลาดจะกล่าวถึงโค้ชหรือผู้จัดการทีมฟุตบอลซึ่งถือว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำลูกทีมไปสู่ความสำเร็จและในวันนี้ขอนำเสนอประวัติของโฆเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งวันนี้เราต่างก็รู้จักในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลเชลซีนั่นเองค่ะ สำหรับโฆเซ่ มูรินโญ่ (ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ )หรือในชื่อเต็มๆว่า ฌูเซ มารีอู ดุช ซังตุช เฟลิกส์ โมริญญู(เขียนเป็นภาษาโปรตุกีสว่า José Mário dos Santos Félix Mourinho) กับการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวโปรตุเกสนี้ยังเป็นลูกชายของเฟลิกซ์ มูรีนโย ซึ่งเคย
ติดทีมชาติโปรตุเกสหนึ่งนัดในฐานะผู้รักษาประตูและกลายเป็นผู้ฝึกสอนในเวลาต่อมา ซึ่งทักษะประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้โฆเซ่ มูรินโญ่ ได้รับศาสตร์ลูกหนังจากคุณพ่อมาตั้งแต่เยาว์วัย และจัดว่าเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จอย่างมากแม้อายุจะยังน้อยอยู่ก็ตามค่ะ อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับว่าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสามารถมากที่สุดของวงการฟุตบอลอีกด้วยจนถึงขั้นได้รับฉายาว่า "เดอะสเปเชียลวัน" กันเลยทีเดียวค่ะ

สำหรับบทบาทในฐานะกุนซือของโฆเซ่ มูรินโญ่นั้นได้เกิดในการทำงานที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องโดยขอกล่าวสรุปประวัติให้เข้าใจง่ายๆได้เป็น 7 ช่วงสมัย ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. ในระยะเวลาช่วงต้นของการเริ่มทำงาน :สำหรับการดูแลทีมฟุตบอลในช่วงต้นของโฆเซ่ มูรินโญ่ นั้นงานแรกของเขาได้เริ่มต้นขึ้นที่สปอร์ติงลิสบอน ในยุคที่เซอร์บ็อบบี ร็อบสัน รับหน้าที่คุมทีมเมื่อปี ค.ศ. 1992 และเป็นล่ามแปลภาษาโปรตุเกส โดยต่อมาไม่นานก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมและติดตามปู่บ็อบไปคุมทีมโปร์ตูรวมไปถึงสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาในปี ค.ศ. 1996 โดยภายหลังจากนั้นปู่บ็อบก็ออกจากคัมป์นู ไปคุมทีมพีเอสวีในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งโฆเซ่ก็ยังคงอยู่ที่ถิ่นอ่างยักษ์นี้ต่อไปพร้อมกับการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของหลุยส์ ฟาน กาล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ที่เข้ามาแทนนั่นเองค่ะ ส่วนการทำงานของโฆเซ่ในระหว่างที่อยู่กับบาร์เซโลนานั้นทำให้ทีมได้แชมป์มากมายทั้งสแปนิชคิงส์คัพและซูเปอร์คัพ รวมถึงยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพอีกด้วยค่ะ เรียกได้ว่าการได้ทำงานที่บาร์เซโลนานั้นทำให้โฆเซ่มีโอกาสในการศึกษาจากผู้จัดการทีมที่ ยิ่งใหญ่ถึง 2 คน โดยโฆเซ่กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่าผู้จัดการสองคนนี้แตกต่างกันมาก โดยปู่บ็อบแทบไม่สนใจเรื่องแท็กติกเลย โดยได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่การวางแผนของมูรีนโย แต่จะคุมทีมซ้อมด้วยตนเองเพื่อแสดงให้ลูกทีมเห็นด้วยท่าทางที่ชัดเจนพร้อมการจำลองเหตุการณ์ต่างๆได้ถนัดในสนามการแข่งขันจริงอีกด้วยค่ะ และนอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่าปู่บ็อบยังชอบเกมรุกเป็นอย่างมากอีกด้วย ในขณะที่ฟาน กาล ยกหน้าที่คุมทีมซ้อมให้กับมูรีนโยและตัวเขาเป็นผู้วางแผน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มูรีนโยได้เรียนรู้ทั้งสองด้านไปโดยปริยายค่ะ
  2. ช่วงเวลาที่ทำงานกับทีมฟุตบอลไบฟีกาและไลรีอา : สำหรับช่วงนี้เป็นเสมือนโอกาสของบันไดก้าวแรกเลยก็ว่าได้ค่ะเพราะโอกาสของการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลอย่างเต็มตัวของโฆเซ่ก็มาถึงในเดือนกันยายน ค.ศ. 2000 กล่าวคือเมื่อโฆเซ่ได้รับข้อเสนอจากทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ในประเทศบ้านเกิดอย่างไบฟีกาเพื่อไปแทนที่จุปป์ ไฮน์ซเกส ซึ่งในขณะนั้นฟุตบอลลีกโปรตุเกสผ่านไปแล้วราว 4 นัด โดยงานชิ้นแรกของโหเซ่ก็คือดึงตัวการ์ลูส โมเซร์ อดีตกองหลังทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1990 ซึ่งเคยมาค้าแข้งกับไบฟีกาถึง 2 ครั้ง แต่ขณะที่ทั้งคู่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะหลังถล่มคู่ปรับร่วมเมืองสปอร์ติงลิสบอนไปถึง 3 ประตู ต่อ 0 แต่ทว่าสโมสรก็ไม่ได้ต่อสัญญาหลังผ่านช่วงเวลาไปเกือบครึ่งฤดูกาลเพื่อเปิดทางให้อังตอนีอู ชูเซ กงไซเซา โอลีไวรา หรือโตนี ซึ่งเป็นตำนานของทีมคนหนึ่งเข้ามารับงานแทน ซึ่งทำให้มูรีนโยต้องออกจากไบฟีกาหลังทำงานไปเพียง 9 นัดในลีกในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2000 นั่นเองค่ะ แต่กระนั้นแล้วโฆเซ่ก็ว่างได้ไม่นานเมื่อทีมระดับกลางตารางอย่างไลรีอาได้หยิบยื่นโอกาสให้เขาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2001หรือกล่าวได้ว่าแค่เพียงระยะเวลาสั้นๆหลังจากตกงานเพียงเดือนเดียวเท่านั้น โดยในปีแรกนั้นโฆเซ่ได้พาทีมทะยานสู่อันดับห้าซึ่งจัดว่าเป็นอันดับดีที่สุดของทีมเลยก็ว่าได้ค่ะและที่สำคัญทีมไลรีอาของเขามีอันดับดีกว่าทีมไบฟีกาที่เพิ่งไม่เห็นความสำคัญเขาด้วยล่ะค่ะ
  3. ช่วงเวลาที่ทำงานกับทีมฟุตบอลโปร์ตู :สำหรับช่วงเดือนมกราคมปีต่อมานั้นมูรีนโญ่ก็ต้องย้ายที่ทำงานอีกครั้งหลังผลงานการคุมทีมไปเข้าตาโปร์ตูซึ่งถือว่าเป็นสโมสรทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่อีกรายของโปรตุเกสที่ผลงานกำลังดิ่งเหวแต่เมื่อกุนซือสมองเพชรอย่างโฆเซ่ได้โชว์ฝีมือการคุมทีมในรายการแข่งขัน 15 นัด ซึ่งเอาชนะไปได้ถึง 11 นัด เสมอ 2 นัดและแพ้เพียง 2 นัดเท่านั้นค่ะและยังสัญญาว่าปีหน้าจะพาทีมไปร่วมวงตะลุยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกด้วยซึ่งโฆเซ่ มูรีนโยก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เมื่อฤดูกาลต่อมาได้พาทีมไปคว้าแชมป์ลีกด้วยสถิติสวยหรู อย่างชนะ 27 นัด เสมอ 5 นัด และแพ้เพียง 2 นัด เรียกว่าทิ้งห่างอันดับ 2 ไบฟีกาที่เขาได้เดินออกมาเมื่อสองปีก่อนไม่เห็นฝุ่นถึง 11 แต้มเลยทีเดียว โดยแต้มรวม 86 แต้มยังเป็นสถิติใหม่ของลีกอีกด้วยค่ะ และในช่วงขณะที่โฆเซ่ยังคงคุมทีมโปร์ตูอยู่นั้นได้มีข่าวพัวพันกับยอดทีมของยุโรปมากมายรวมถึงลิเวอร์พูลและเชลซีด้วย ในขณะนั้นมูรีนโยกล่าวว่าได้มีความสนใจในทีมลิเวอร์พูลมากกว่าเชลซี " ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ทำให้ทุกคนสนใจ และเชลซีไม่ทำให้ผมสนใจมากนัก เพราะเชลซีเป็นโครงการใหม่ที่สร้างขึ้นมาด้วยเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นโครงการที่หากสโมสรฟุตบอลนี้ไม่ประสบความสำเร็จใด ๆเลย อับราโมวิชก็สามารถจะล้มเลิกได้ง่ายๆและนำเงินของเขาออกจากสโมสรนี้ไปซึ่งสะท้อนว่ามันเป็นโครงการที่ไม่แน่นอนเอาเสียเลย แต่มันน่าสนใจสำหรับผู้ฝึกสอนที่มีเงินซื้อนักเตะคุณภาพ แต่คุณไม่สามารถรู้เลยว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อไหร่"
  4. ช่วงเวลาที่ทำงานกับทีมฟุตบอลเชลซี : สำหรับประสบการณ์ในฐานะกุนซือฤดูกาลต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 นั้นโฆเซ่ได้ย้ายมาเป็นผู้จัดการสโมสรทีมฟุตบอลเชลซีโดยมีการเปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมากจากการเข้ามาของเจ้าของคนใหม่อย่าง โรมัน อับราโมวิช ซึ่งความสามารถของโฆเซ่ มูรีนโญ่นั้นได้ทำให้ทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมานานได้สำเร็จและสามารถทำแต้มได้สูงสุดนับแต่ตั้งมีพรีเมียร์ลีกมาเลยล่ะค่ะและยังรวมถึงการสร้างสถิติใหม่อีกมากมาย พร้อม ๆ กับถ้วยแชมป์ลีกคัพกลายเป็นดับเบิลแชมป์ โดยมูรีนโญ่สามารถทำทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่สุดท้ายแพ้ลิเวอร์พูล ตกรอบไปด้วยผล 1 ต่อ 0 มูรีนโญ่สร้างความเกรียวกราวอีกครั้งกับประโยค "ประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้น" ของลุยส์ การ์ซีอา ซานซ์ อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาการคุมทีมเชลซีของโฆเซ่นั้นล้วนแต่สร้างผลงานไว้อย่างน่าประทับใจและฤดูกาลต่อมา (2007) โฆเซ่ มูรีนโญ่ไม่สามารถสร้างผลงานให้เชลซีได้ดีเพียงพอและมีปัญหากับเจ้าของสโมสร จึงถูกปลดออกกลางฤดูกาลแข่งขันซึ่งถือว่าเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลคนแรกของพรีเมียร์ลีกในปีนั้นๆที่ออกจากตำแหน่งทั้งที่ทำงานได้ดีค่ะ
  5. ช่วงเวลาที่ทำงานกับทีมฟุตบอลอินเตอร์มิลาน : สำหรับการทำงานในสโมสรอินเตอร์มิลานนั้นโฆเซ่ได้ตอบรับการเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานในปี2008ซึ่งทำทีมได้แชมป์ลีกอิตาลีและในปี ค.ศ. 2010 ยังช่วยให้อินเตอร์มิลานเข้ารอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2009-2010 และโฆเซ่สามารถทำให้อินเตอร์มิลานคว้าแชมป์ได้รวมทั้งสิ้น 3 แชมป์ ได้แก่ แชมป์ลีกในประเทศ บอลถ้วยในประเทศ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน และต่อจากนั้นก็มีข่าวทันทีว่ามูรีนโญ่จะย้ายไปคุมสุดยอดทีมฟุตบอลจากประเทศสเปนซึ่งนั่นก็คือเรอัลมาดริดค่ะ
  6. ช่วงเวลาที่ทำงานกับทีมฟุตบอลเรอัลมาดริด : สำหรับปี ค.ศ. 2010 นั้นโฆเซ่ได้ย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมเรอัลมาดริดและต่อมาเขาก็ได้แชมป์โกปาเดลเรย์จากการเอาชนะบาร์เซโลนาในช่วงต่อเวลาพิเศษไป 1–0 และจากนั้นในปี ค.ศ. 2012 หรือในช่วงฤดูกาล 2011–12 ในลาลีกา มูรีนโญ่ได้นำทีมเรอัลมาดริดไปคว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จโดยมีคะแนนทั้งหมด 100 คะแนน ซึ่งนำห่างบาร์เซโลนาแชมป์เก่าไปถึง 9 แต้มเลยทีเดียวค่ะ โดยในช่วงต้นฤดูกาลสุดท้ายของโฆเซ่กับเรอัลมาดริดนั้นพบว่ามีการนำทีมโค่นบาร์เซโลนาในศึกสแปนิชซูเปอร์คัพ โดยเป็นการเตะ 2 นัด เหย้า-เยือน นั่นเท่ากับว่ามูรีนโญ่ได้คว้าทุกแชมป์ในสเปนภายในระยะเพียง 3 ปีซึ่งทั้งหมดคือการโค่นบาร์เซโลนา ไม่ว่าจะเป็นลาลีกา โกปาเดลเรย์ และสแปนิชซูเปอร์คัพค่ะ ซึ่งนั่นเป็นการบ่งบอกว่านับตั้งแต่เริ่มทำงานกับสโมสรโปร์ตูไม่มีปีไหนๆที่โฆเซ่ มูรีนโญ่จะกลับมามือเปล่าล่ะค่ะ
  7. ช่วงเวลาที่ทำงานกับทีมฟุตบอลเชลซี : จะว่าไปแล้วก็ถือว่าเป็นการกลับมาบ้านเก่าอีกครั้งของโฆเซ่ มูรีนโญ่ ที่เซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 4 ปี พร้อมประเดิมนักเตะคนแรกอย่างอันเดร เชือร์เลอ
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาคือสาระด้านประวัติเกี่ยวข้องกับผู้จัดการทีมมีชื่อเสียงอย่างโฆเซ่ มูรินโญ่และหากผู้อ่านมีความสนใจจะศึกษาเกี่ยวกับแง่มุมอื่นในวงการกีฬาฟุตบอล อาทิเช่น เทคนิคการแทงบอล หรือการติดตามอัพเดทข่าวฟุตบอลกับทางเว็บได้นะคะ
11/01/2014
guiziguli.com แทงบอลออนไลน์อย่างมีเทคนิคการทำเงิน